เมื่อ BMW M1 Procar ถูกปลุกคืนชีพ หลังจากหลับใหลมา 25 ปี

   เป็นเวลาถึง 25 ปี ที่ M1 Procar คันนี้จอดนิ่งสนิทอยู่ที่ญี่ปุ่น จนเมื่อโอกาสมาถึงมันจึงถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง

   สาเหตุที่เรามาอยู่กันที่ QR วันนี้ ก็เพื่อจะรายงานการแตะสนามครั้งแรกของ Bowden Collection M1 Procar เครื่องจักรกลอันน่าตกตะลึงที่เต็มไปด้วยเรื่องราวสุดพิเศษจากอดีต มันเพิ่งจะ “ทำเสร็จ” เพียงสองสัปดาห์ก่อนหลังจากฟื้นฟูสภาพกันมาแรมปี และตอนนี้ก็พร้อมลงแข่งแล้ว (ในทางเทคนิคมันเคยวิ่งงาน Retro Speedfest ที่ซิดนีย์เมื่อปีที่แล้ว แต่คราวนั้นเกียร์มีปัญหาจนต้องซ่อมอยู่หลายเดือน ครั้งนี้จึงเป็นการวิ่งแบบเต็มฟอร์มครั้งแรก) วันก่อนเราได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านของตระกูล Bowden ในแถบ Sunshine Coast และได้ถ่ายรูปรถแข่ง BMW หายากสวยๆ หลายคัน

   อย่างที่บอกไปว่ามันคือ M1 ซึ่งถูกสร้างขึ้นในเดือนพฤษภาคม 1979 โดยฝีมือของ Ron Dennis แห่งทีม Project 4 รถแชสซีส์หมายเลข 1077 ควรจะต้องไปสังกัดทีม Procar ในตอนแรก แต่เนื่องจากปัญหาทางการเงินทำให้ทีม Speed Star Wheels ในญี่ปุ่นเข้ามารับไปแทน พวกเขาขอให้คาดสติ๊กเกอร์ทับลงไปบนตัวรถสีเงินที่คาดแถบสีสัญลักษณ์ M และส่งมันไปลงรายการ Suzuka 500 ในเดือนสิงหาคม 1979

   ในปี 1981 มันพิสูจน์ความเจ๋งมาแล้วด้วยการคว้าอันดับหนึ่งของคลาสในรายการ Fuji 1,000-km ก่อนถูกขายต่อไปให้ Team Auto Beaurex ที่จับมันมาใส่ชิ้นส่วนตัวถังรุ่น Group 5 ในช่วงปลายปี เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้สูสีกับคู่แข่งในฤดูกาลหน้า มันจึงชนะรายการ Fuji 500-km และ Suzuka กับ Fuji 1,000-km รวมถึงอันดับสี่ประเภทคะแนนรวมรายการ WEC Fuji 6-hour ตามหลัง 962 กับ Martini Lancia ทั้งหมดนี้ทำให้ M1 ได้รางวัล Japanese Endurance Championship เป็นครั้งที่สอง เรียกได้ว่าเป็น M1 ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคันหนึ่ง มันยังไปชิงที่สองมาจาก Porsche 962 ของ Schuppan ในรายการ All Japan 500-km ปี 1983 ด้วย แต่หลังจากนั้นมันก็ถูกปลดระวางและเอาออกมาโชว์ตัวตามงานในบางโอกาสเท่านั้นตลอด 25 ปี ต่อมา

   เร่งเวลามาถึงปี 2014 ลูกชายคนเล็กของ Bowden ที่ชื่อ Chris เดินทางมาที่ญี่ปุ่น เพื่อทำงานให้กับ Ecurie Bowden บริษัทจัดหา ขาย ฟื้นฟูสภาพ ซ่อมบำรุงรถ รวมทั้งสนับสนุนการแข่งขัน โดยในตอนแรกเขาตั้งใจจะมาซื้อ Group A E30 จากสำนัก Schnitzer คันสุดท้าย แต่ Bowden พบว่าเจ้าของมีรถน่าสนใจอีกหลายคันอยู่ในคอลเลกชัน “เขามีรถเจ๋งๆ อยู่เพียบเลย ในโรงรถมี Rouse Group A RS500 จอดอยู่ข้างๆ M3 และถัดจากนั้นไปก็เป็น BMW M1 คันนี้ มันดูโหดมากเพราะยังอยู่ในชุดแต่ง Group 5 ซึ่งเป็นการแข่งครั้งสุดท้ายของมันอยู่เลย Mr. Hashimoto เจ้าของรถเอาเลขแชสซีส์มาให้ผมดู ผมเลยถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่าวันนี้ไปดูรถอะไรมาบ้าง ผมบอกเขาว่าถ้าคุณคิดจะขาย เราอยากจะเป็นบ้านหลังใหม่ของมัน เขาบอกว่าคันนี้เป็นลูกรักของเขาและเป็นรถที่เขาชอบที่สุด ดังนั้น มันคงไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้แน่ แต่จะจำผมไว้”

   หลังจากอดทนต่อรองอยู่นานถึง 6 เดือนเขาก็ติดต่อกลับมาหาบอกว่า “ผมอยากให้คุณเป็นเจ้าของ M1” พอได้รถมาแล้ว Bowden ก็ต้องเลือกว่าเขาจะเก็บมันไว้ในสเปค Group 5 ต่อไป หรือเปลี่ยนกลับเป็น Group 4 ในอีก 12 เดือนต่อมา Bowden จึงให้ทีมของตัวเองปรับสภาพ M1 ให้กลับไปเหมือนอดีตอันรุ่งเรืองของมันอีกครั้ง “มันน่าจะเสร็จเร็วกว่านี้ แต่อู่เราไม่มีอะไหล่ M1 อยู่เลย ทุกอย่างจึงต้องสั่งมาจากเมืองนอกทั้งหมด และต้องรอกันนานมาก” Bowden เล่า ปัญหาไม่ใช่แค่อะไหล่อย่างเดียว เพราะ Bowden บอกว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือการแปลงตัวถัง ซึ่งไม่ง่ายอย่างที่เขาคิดไว้ตอนแรกเลย

   เมื่อเป็นแบบนี้ ทีม Bowdens จึงต้องพึ่งพาทีม Swiss และนักแข่ง Christian Traber ที่คร่ำหวอดมานาน เพื่อช่วยจัดหาอะไหล่ ค้นข้อมูล ฯลฯ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ชัดเจนในตัวมันเอง รถถูกพ่นสีใหม่ให้กลับไปเป็นแบบดั้งเดิม โลโก้ผู้สนับสนุนทุกชิ้นวาดด้วยมือ (ตามวิธีการในสมัยนั้น) มันน่าทึ่งมาก แต่ก็ไม่ได้ “ใหม่” จนเกินไป Bowden รอบคอบพอที่จะเก็บร่องรอยบางจุดทิ้งเอาไว้เพื่อให้เขารำลึกถึงประวัติของรถคันนี้ “นั่นคือรถแข่งเก่าในแบบที่ผมชอบ” เขากล่าว

มันยังแรงไม่แพ้ตอนใหม่ๆ อีกด้วย ถึงแม้จะเจอปัญหาแปลกๆ จากเบาะนั่งจนทำให้ไม่สามารถวิ่งทดสอบครั้งแรกก่อนถึงงาน Retro Speedfest ได้เต็มที่ (มีแผ่นรองใส่ไว้ใต้ผ้าหุ้มเบาะเพื่อให้นักแข่งชาวญี่ปุ่นที่ตัวเล็กกว่าขับได้สะดวก แต่พวกเขาเพิ่งจะมารู้ก็ตอนที่ Bowden ลงไปนั่งในชุดแข่งเต็มตัวพร้อมหมวกกันน็อค เตรียมตัวออกไปวิ่งแล้ว) Bowden บอกว่า ตอนที่ได้ลองขับในซิดนีย์มันสนุกมาก แม้เกียร์จะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม